วันพฤหัสบดีที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2557

หน่วยการเรียนที่ ๔ การพูดในงานอาชีพ

ความหมายของการการพูดในงานอาชีพ
             การพูดคือการสื่อความหมายของมนุษย์โดยการใช้เสียงและกิริยาท่าทางเป็นเครื่องถ่ายทอดความรู้ความคิด และความรู้สึกจากผู้พูดไปสู่ผู้ฟังคำว่างานอาชีพคือการกระทำที่เป็นประโยชน์ไม่เบียดเบียนการทำหน้าที่การทำมาหากินเลี้ยงชีพโดยสุจริต ก่อให้เกิดผลผลิตและรายได้ เป็นที่ยอมรับของสังคม
ความสำคัญของการพูดที่มีต่องานอาชีพ
              การพูดมีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์เป็นอันมากไม่ว่าจะอยู่ที่ใดประกอบกับกิจการงานใดหรือคบหาสมาคมกับผู้ใด ผู้ที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจการงานการคบหาสมาคมกับผู้อื่นตลอดจนการทำประโยชน์แก่สังคมล้วนแต่เป็นผู้ ที่มีประสิทธิภาพในการพูดทั้งสิ้นการพูดมีความสำคัญต่อตนเองเพราะถ้าผู้พูดมีศิลปะในการพูดก็จะเป็นคุณแก่ตนเอง ส่วนในด้านสังคมนั้นเนื่องจากเราต้องคบหาสมาคมและพึ่งพาอาศัยกันการที่จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขนั้นจำเป็นต้อง เป็นคนที่ พูดดีคือพูดไพเราะ น่าฟัง และพูดถูกต้องด้วย
ลักษณะที่ดีของการพูดในงานอาชีพ
                 การติดต่อสื่อสารในงานอาชีพการพูดความสำคัญมากและจำเป็นที่จะใช้ให้เหมาะสมกับเรื่องหรือการงาน ที่ต้องทำในขณะนั้นๆโดยมีเป้าหมายคือเป็นการพูดสื่อสารเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายและนำไปสู่ความสำเร็จ ในงานอาชีพการพูดที่ใช้สื่อสารกันในงานอาชีพควรมีลักษณะดังนี้
๑.ตรงประเด็นไม่อ้อมค้อม
๒.เหมาะสมกับโอกาสและสถานการณ์
๓.ถ่ายทอดได้ถูกต้องและรวดเร็ว
๔.ใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายกระชับชัดเจน
๕.ดำเนินการเรื่องได้อย่างต่อเนื่อง
๖.สร้างความน่าเชื่อถือและมีเหตุผล
๗.ก่อให้เกิดความรู้สึกว่าน่าสนใจ
๘.เกิดความประทับใจเมื่อได้ฟัง
หลักการพูดในงานอาชีพ
               การพูดในงานอาชีพเป็นการพูดเพื่อให้เกิดประโยชน์ในการประกอบอาชีพดังนี้จึงมีรายละเอียดที่แตกต่าง ไปจากที่พูดในที่ประชุมทั่วไปอยู่บ้างเนื่องจากมีจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกันถึงแม้มีจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกัน แต่การพูดแต่ละประเภทก็มีหลักที่คล้ายคลึงกันฉะนั้นเมื่อต้องการจะศึกษาเกี่ยวกับการพูดในงานอาชีพ ผู้พูดควรคำนึงถึงหลักทั่วไปของการพูดถึงหลักอาชีพ ดังนี้
                       ๑.การสร้างความสนใจผู้พูดจะต้องพยายามทำให้ผู้ฟังสนใจเรื่องที่ตนพูดโดยหาวิธีการต่างๆเข้ามาช่วยกระตุ้น ให้ผู้ฟังเกิดความสนใจเช่นใช้ภาษาพูดที่มีความไพเราะน่าฟังปรับเนื้อหาสารให้มีคุณค่าและก่อให้เกิดความอยากรู้ อยากติดตามฟังเมื่อผู้ฟังก็ถือได้ว่าการพูดประสบความสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่งเทคนิคที่นำมาใช้สร้างความสนใจ การพูดได้แก่
- การพูดจูงใจ
- การตั้งประเด็น
- การเน้นเหตุผล
                       ๒.การสร้างความต้องการเรื่องที่พูดต้องสนองความต้องการของผู้ฟังได้นักจิตวิทยาหลายท่านได้กล่าวถึง ความต้องการว่าเป็นแรงจูงใจให้มนุษย์กระทำสิ่งต่างๆดังจะเห็นได้จากทฤษฎีของมาสโลว์ที่กล่าว ความต้องการของมนุษย์ไว้ดังนี้
๒.๑ความต้องการทางด้านร่างกาย
๒.๒ความต้องการความปลอดภัย
๒.๓ความต้องการความรักและการยอมรับ
๒.๔ความต้องการได้รับการยกย่อง
๒.๕ความต้องการที่จะประสบความสำเร็จ
                      ๓.การสร้างความประทับใจความประทับใจของผู้ฟังนับเป็นเครื่องบ่งบอกความสำเร็จของการพูด ได้อย่างดีฉะนั้นผู้พูดควรตระหนักถึงผลดีของการสร้างความประทับใจให้กับผู้ฟังและนำไปใช้เพื่อให้การ พูดทำได้ดังนี้
- การแต่งกาย
- การปรากฎตัว
- บุคลิกภาพลักษณะ
- การพูด
                        ๔.การสร้างความมีมนุษย์สัมพันธ์ความีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีของผู้พูดสามารถก่อให้เกิดแรงจูงใจในกลุ่มผู้ฟัง ความพึงพอใจหรือทัศนคติที่ดีต่อผู้พูดตลอดจนเรื่องที่ฟังแต่ถ้าผู้พูดขาดมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีก็อาจทำให้เกิด อุปสรรคต่างๆในการพูดได้เช่นผู้ฟังไม่ค่อยให้ความร่วมมือหรือที่ร้ายไปกว่านั้นคือเกิดการไม่ยอมรับในกลุ่ม ผู้ฟัง
                          ๕.การสร้างบรรยายกาศบรรยากาศของการพูดขึ้นอยู่กับปัจจัยที่เป็นสภาพแวดล้อมในการพูดส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กัยตัวผู้พูดวิธีการสร้างบรรยากาศในการพูดควรคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้
- การจัดสภาพแวดล้อม
- คุณสมบัติของผู้พูด
                         ๖.การสร้างความเชื่อถือในการพูดสำหรับงานอาชีพนั้นผู้พูดจะต้องแสดงให้ผู้ฟังเห็นว่ากำลังฟัง ในเรื่องที่น่าเชื่อถือมิใช่ฟังในสิ่งที่ไร้สาระที่สำคุญการสร้างความน่าเชื่อถือต้องอยู่บนพื้นฐานของ ความเป็นจริงและมีเหตุมีผลฉะนั้นผู้นำเสนอหรือผู้พูดควรคำนึงถึงการพูดเพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ
ประเภทของการพูดในงานอาชีพ
๑.การพูดระหว่างบุคคล เป็นการพูดที่ไม่เป็นทางการไม่มีเนื้อหาจำกัดแน่นอนทั้งผู้พูดและผู้ฟังไม่ได้เตรียม ตัวมาล่วงหน้าแต่เป็นการพูดที่ใช้มากที่สุดใช้ในชีวิตประจำวันการพูดชนิดนี้พอจะแยกได้ดังนี้
                    การทักทายปราศรัย
           การพูดชนิดนี้เป็นการช่วยสร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อกันทั้งผู้ที่เรารู้จักอยู่แล้วหรือผู้ที่เรายังเคยไม่รู้จัก โดยการพูดชนิดนี้ผู้พูดควรยิ้มแย้มและไม่ควรก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของผู้อื่นเมื่อเราทักทายผู้ที่อาวุโสมากกว่าก็ควรที่จะกล่าวคำว่า สวัสดีครับ พร้อมทั้งพนมมือไหว้ การกระทำดังกล่าวนั้นจะก่อให้เกิดไมตรีจิตแก่กันทั้งผู้พูดและผู้ฟัง
                   การแนะนำตนเอง
           การแนะนำตัวเองนั้นมีความสำคัญในการดำเนินชีวิตในชีวิตประจำวัน เพราะเราต้องได้พบ ได้รู้จักกับคนอื่นๆอยู่เสมอ การแนะนำตนเองมี 3 โอกาสสำคัญ ดังนี้
                   -  การแนะนำตนเองในที่สาธารณะ การแนะนำชนิดนี้ควรจะพูดจากันเล็กน้อยก่อนแล้วค่อยแนะนำตัว มิใช่ว่าจู่ๆก็แนะนำตัวขึ้นมา
                   -  การแนะนำตนเองในการทำกิจธุระ การแนะนำชนิดนี้มักจะต้องไปพบผู้ที่ยังไม่รู้จักกันซึ่งจะต้องนัดหมายไว้ล่วงหน้า ควรแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย ไปให้ตรงตามเวลานัด แนะนำตนเองด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ ไม่ดังหรือค่อยจนเกินไป
                   -  การแนะนำตนเองในกลุ่มย่อย ควรแนะนำตนเองเพื่อให้เกิดความเป็นกันเอง และสามารถคุยหรือประชุมได้อย่างสะดวกใจยิ่งขึ้น
                   การสนทนา
           เป็นกิจกรรมที่บุคคลสองคนหรือมากกว่านั้น พูดคุยกันเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด ความรู้สึก และประสบการณ์ระหว่างกันอย่างไม่เป็นทางการ แบ่งได้ 2 แบบคือ
                   -  การสนทนาระหว่างบุคคลที่คุ้นเคยกัน การสนทนาชนิดนี้ผู้พูดไม่ต้องคำนึงถึงมากนัก แต่ก็ไม่ควรก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของกันและกัน
                   -  การสนทนากับบุคคลแรกรู้จัก ควรที่จะสำรวมถ้อยคำ กิริยา มารยาท ควรจะสังเกตว่าคู่สนทนานั้นชอบพูดหรือชอบฟัง

การติดต่อทางโทรศัพท์
            การติดต่อสื่อสารทางโทรศัพท์นับเป็นการสื่อสารที่รวดเร็วสะดวกประหยัดและแทบจะใช้ได้ทั่วโลกอย่างไม่จำกัดพื้นที่ จึงเป็นการสื่อสารที่นิยมกันมากที่สุด การพูดโทรศัพท์มีความสำคัญและมีบทบาทอย่างมากในการดำรงชีวิต ดังนั้นควรต้องระมัดระวังการใช้คำพูดในการติดต่อสื่อสาร นอกจากนี้ควรได้มีการศึกษาที่มีความเข้าใจเกี่ยวกับมารยาท ประเพณีปฏิบัติที่ควรทำในขณะติดต่อสื่อสารทางโทรศัพท์ ซึ่งมีหลักดังนี้
ภาษาที่ใช้ในการพูดโทรศัพท์ การพูดโทรศัพท์ควรใช้ภาษาให้เหมาะสมตามสถานการณ์ต่าง ๆ ดังนี้
๑ กล่าวทักทายเมื่อรับโทรศัพท์ด้วยคำว่า สวัสดีพร้อมทั้งแจ้งหมายเลขโทรศัพท์ให้ทราบ และถามความประสงค์ของผู้ที่โทรมาว่าต้องการติดต่อกับใคร เรื่องอะไร แล้วรีบติดต่อให้ทันที หากผู้ที่ต้องการติดต่อไม่อยู่ก็ถามความประสงค์ของผู้ที่โทรว่าต้องการฝากข้อความหรือเบอร์โทรศัพท์ที่สามารถ ติดต่อกลับได้ภายหลังหรือไม่
๒ กรณีที่เราเป็นผู้ติดต่อไป ควรตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์ให้ถูกต้องเสียก่อน และระบุชื่อผู้รับให้ชัดเจน หากต้องขอร้องให้ผู้รับสายไปตามให้ ต้องขอบคุณผู้รับสายทันที ในกรณีที่ต้องฝากข้อความหรือเบอร์โทรกลับ ควรเป็นข้อความที่ชัดเจนและสั้นที่สุด
๓ การพูดโทรศัพท์ควรใช้เวลาจำกัด พูดคุยเฉพาะเรื่องที่จำเป็นโดยเฉพาะโทรศัพท์สาธารณะหรือโทรศัพท์ที่มีผู้ใช้ร่วมด้วยหลายคน เช่น หน่วยงาน องค์การ บริษัท และควรใช้ภาษาน้ำเสียงที่ชัดเจน สุภาพและเป็นมิตร
๔ ใช้ถ้อยคำที่เหมาะสม เลือกคำที่จำเป็นมาใช้ เช่น ขออภัย ขอโทษ ขอบคุณ กรุณา ฯลฯ
๕ ในกรณีมีผู้โทรมาผิด ควรบอกสถานที่ที่ถูกต้องให้ทราบหรือถ้าเราโทรไปผิดก็ควรจะกล่าวคำขอโทษอย่างสุภาพ
๖ ในขณะโทรศัพท์หากมีความจำเป็นต้องหยุดพูดชั่วขณะต้องบอกให้ผู้ที่กำลังพูดโทรศัพท์อยู่ทราบและขอให้รอ เช่น กรุณารอสักครู่นะครับ
๗ ไม่ควรวางหูโทรศัพท์ก่อนจบการพูดและไม่ควรปล่อยให้ผู้โทรศัพท์มาคอยนาน
๘ ไม่อม ขบเคี้ยวอาหารขณะโทรศัพท์
๙ ไม่ปล่อยโทรศัพท์เรียกสายนานเกินไป

 การสัมภาษณ์ คือการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกรายบุคคล(Indepthinterview)เป็นการซักถามพูดคุยกันระหว่างผู้สัมภาษณ์และผู้ให้สัมภาษณ์ เป็นการถามเจาะลึกล้วงคำตอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน การถามนอกจากจะให้อธิบายแล้ว จะต้องถามถึงเหตุผลด้วย การสัมภาษณ์แบบนี้ จะใช้ได้ดีกับการศึกษาวิจัยฝนเรื่องที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของบุคคล เจตคติ ความต้องการ ความเชื่อ ค่านิยม บุคลิกภาพในลักษณะต่างๆ
รูปแบบของการสัมภาษณ์
               วิธีการสอบสัมภาษณ์ก็เป็นกระบวนการหนี่งที่จะช่วยให้ผู้เข้ารับการสัมภาษณ์เตรียมตัวรับ สถานการณ์เฉพาะหน้าได้อย่างสุขุมรอบคอบและยังจะช่วยให้ผู้เข้ารับการสัมภาษณ์ใช้คำตอบ ได้ตรงกับประเด็นและสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายที่ผู้สัมภาษณ์กำหนดไว้อีกด้วยผู้เขียนเองตระหนัก ถึงความสำคัญข้อนี้ จึงนำเอาวิธีการสอบสัมภาษณ์มาแสดงไว้ เพื่อเป็นแนวทางในการเข้าสอบต่อ
- การสัมภาษณ์แบบเป็นทางการ
                การสัมภาษณ์แบบนี้มีหลักเกณฑ์มากกว่าแบบแผนคือผู้สัมภาษณ์จะต้องเตรียมสถานที่นัดวันเวลาไปพบหรือเชิญผู้ให้สัมภาษณ์ทราบล่วงหน้า
 - การสัมภาษณ์แบไม่เป็นทางการ
             เป็นการสัมภาษณ์ความคิดเห็นทั่วๆไปเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ การสัมภาษณ์แบบนี้ไม่ต้องเตรียมการมากนัก  เพียงแต่เตรียมจุดประสงค์ของการสัมภาษณ์และคำถามไว้ล่วงหน้าเท่านั้น
 การพูดเพื่อขาย
                 ผู้ปฏิบัติงานทางด้านการขายหรือฟนักงานขายจำเป็นจะต้องพบปะลูกค้าเพื่ออธิบายรายละเอียดต่างๆของสินค้า หรือบริการเช่นคุณสมบัติคุณประโยชน์ประสิทธิภาพของสินค้าหรือบริการให้ลูกค้าได้รับทราบตลอดจนให้คำแนะ นำชี้แจงเพื่อเป็นการให้ข้อคิดในการตัดสินใจและต้องสามารถตอบข้อซักถามต่างๆของลูกค้าได้ด้วยฉะนั้นการพูดเพื่อ การขายจึงเป็นการพูดที่ผู้ปฏิบัติงานทางด้านการขายหรือพนักงานขายจะต้องพูดหรือนำเสนอสินค้าบริการหรือนโยบาย ของบริษัทไปสู่ลูกค้าหรือผู้บริโภคเพื่อทำให้เกิดการตัดสินใจในการซื้อสินค้าหรือใช้บริการผู้ที่จะพูดเพื่อการศึกษาราย ละเอียดเกี่ยวกับการพูดดังนี้
๑)ลักษณะของการพูดเพื่อการขายการพูดประเภทนี้มีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างจากการพูดประเภทอื่นๆทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และวัตถุประสงค์ของการพูดเช่น
(๑) เป็นการพูดโน้มน้าวใจ
(๒) เป็นการพูดใก้ความรู้
(๓) เป็นการพูดเพื่อแก้ปัญหา
(๔) เป็นการพูดเพื่อให้เกิดความมั่นใจ

๒)การเตรียมความพร้อมในการพูดการที่จะเป็ฯพนักงานขายหน้าที่หลักก็คือการเสนอขายสินค้าหรือบริการ การที่จะพูดเสนอสินค้าหรือบรการก็จะต้องมีการเตรียมความพร้อมในหลายๆด้านแต่ที่จะกล่าวถึงนี้เป็นการเตรียม ความพร้อมในเรื่องการพูดโดยมีวิธีการเตรียมความพร้อมในเรื่องการพูดดังนี้
(๑) เตรียมตัวในการเข้าพบลูกค้า
(๒) เตรียมหัวข้อและเนื้อหาที่จะพูด
(๓) เตรียมอุปกรณ์ที่จะใช้ประกอบการพูด
(๔) เตรียมเอกสารประกอบการพูด
(๕) เตรียมตัวสินค้าหรือแฟ้มแสดงสินค้า
(๖) เตรียมเอกสารที่สร้างความเชื่อถือต่างๆ

๓)หลักการพูดเพื่อขายสินค้าหลักการพูดที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ผู้พูดสามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม กับสถานการณ์ในการพูดต่างๆได้
 การสั่งงานด้วยวาจา
                ในการปฏิบัติงานที่ต้องการลดขั้นตอนบางอย่างเพื่อความสะดวกและรวดเร็วผู้มีอำนาจในการสั่งการนั้นมักจะ เป็นบุคคลระดับหัวหน้างานการใช้วิธีการสั่งงานด้วยวาจาจัดเป็นการสื่อสารโดยตรงระหว่างผู้สั่งงานกับผู้รับ คำสั่งถือได้ว่าเป็นวิธีการที่ลัดขั้นตอนคือไม่ต้องมีการสื่อสารโดยตรงระหว่างผู้สั่งงานกับผู้รับคำสั่ง
  ๑)รูปแบบของการสั่งงานด้วยวาจาจำแนกได้๔แบบดังนี้
- คำสั่งแบบบังคับ
- คำสั่งแบบขอร้อง
- คำสั่งแบบแนะนำ
- คำสั่งแบบขอความร่วนมือ

  การพูดในกลุ่มบุคคล
                       เป็นการพูดที่ประกอบไปด้วยบุคคลตั้งแต่๓คนขึ้นไปโดยไม่มีการจำกัดจำนวนสูงสุดทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ องค์ประกอบหลายอย่างได้แก่บุคคล,โอกาส,สถานที่และวัตถุประสงค์ในการพูดข้อสำคัญการพูดประเภทนี้ผู้ พูดจะต้องมีการเตรียมพร้อมมาเป็นอย่างดีสามารถนำมาใช้ในงานอาชีพมีหลายรูปแบบดังนี้
- การบรรยาย
- การพูดสาธิต
- การประชุม
- การแถลงข่าว
- การพูดแบบพิธีกร

                  การบรรยายหมายถึงการพูดถ่ายทอดความรู้ชี้แจงหรืออธิบายเรื่องราวต่างๆให้แก่ผู้ฟังจำนวนมากๆโดยมีวัตถุประสงค์ ให้ผู้ฟังได้รับความรู้ความเข้าใจรวมทั้งตระหนักในคุณค่าของสิ่งที่ได้ยินได้ฟังรายละเอียดที่ควรทราบเกี่ยวกับ การบรรยายมีดังนี้
                   วัตถุประสงค์การบรรยาย การบรรยายมีวัตถุประสงค์ดังนี้
- เพื่อให้ผู้ฟังได้รับความรู้และประสบการณ์เพิ่มขึ้น
- เพื่อเผยแพร่แนวความคิดที่ผู้ฟังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้
- เพื่อหาเหตุผลและข้อเท็จจริงบางอย่างที่กำลังเป็นที่สนใจมานำเสนอแก่ผู้ฟัง
-เพื่อเป็นเครื่องมือในการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมตลอดจนค่านิยมที่พึงประสงค์




                  ประเภทของการบรรยาย การบรรยายมี๓ประเภทดังนี้
- การบรรยายเชิงวิชาการ
- การบรรยายเหตุการณ์
- การบรรยายชี้แจงข้อเท็จจริง

               หลักการบรรยาย การบรรยายมีหลักดังต่อไปนี้
(๑)กล่าวทักทายผู้ฟัง
(๒)หล่าวแนะนำตนเอง
(๓)จูงใจผู้ฟังโดยนำเข้าสู่เรื่องด้วยวิธีการต่างๆ
(๔)เนื้อหาในการบรรยายจะต้องครอบคลุมทุกประเด็นสำคัญ
(๕)สร้างความน่าเชื่อถือให้กับข้อมูลโดยมีหลักฐานอ้างอิงสถิติ
(๖)สร้างความน่าสนใจโดยการใช้อุปกรณ์ประกอบเพื่อช่วยในการบรรยาย
(๗)สร้างความสัมพันธ์กับผู้ฟังโดยให้ผู้ฟังมีส่วนร่วมในการคิด
(๘)ใช้ภาษาให้เหมาะสมกับระดับความรู้ของผู้ฟังและควรมีการยกตัวอย่าง
(๙)สรุปทบทวนการพูดและประเด็นที่สำคัญๆ
(๑๐)เปิดโอกาสให้ผู้ฟังได้ซักถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือข้อสงสัยต่างๆ

                การพูดสาธิตหมายถึงการพูดให้ความรู้ความเข้าใจข้อมูลวิธีการปฏิบัติวิธีดำเนินการในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยผู้พูด เพียงคนเดียวหรือเป็นคณะก็ได้เพื่อให้ผู้ฟังมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเพียงพอที่จะนำไปปฏิบัติ หรือประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ได้รายละเอียดที่ควรทราบเกี่ยวกับการพูดสาธิตมีดังนี้
๑)วัตถุประสงค์ในการพูดสาธิต การพูดสาธิตมีวัตถุประสงค์ดังนี้
(๑)เพื่อให้ผู้ฟังเกิดความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่พูด
(๒)เพื่อให้ผู้ฟังสามารถนำไปปฏิบัติได้ด้วยตนเอง
(๓)เพื่อให้เกิดความรวดเร็วและประหยัดเวลวในการอธิบาย
(๔)เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจและจดจำได้ดีขึ้น

๒)หลักในการพูดสาธิต การพูดสาธิตมีหลักดังนี้
(๑)กล่าวปฏิสันถารทักทายผู้ฟัง
(๒)แนะนำตนเอง
(๓)บอกหัวข้อเรื่องและวัตถุประสงค์ที่จะทำการสาธิต
(๔)อธิบายคุณลักษณะในด้ารที่เป็นประโยชน์ของสิ่งที่จะสาธิต
(๕)แสดงการสาธิตประกอบการอธิบาย
(๖)จัดลำดับการสาธิตให้เหมาะสม
(๗)ในขณะที่ทำการสาธิตผู้พูดควรสร้างความสัมพันธ์กับผู้ฟัง
(๘)อุปกรณ์ประกอบหรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการสาธิตต้องมีขนาดเหมาะสม
(๙)ภาษาที่ใช้ต้องกระชับรัดกุมและเข้าใจง่าย
(๑๐)สรุปเพื่อเป็นการทบทวนความจำและเน้นย้ำความเข้าใจ

                      การประชุมหมายถึงคือการรวมกลุ่มกันของบุคคลที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อแสดงความคิดเห็นอันจะนำมา ซึ่งหลายแนวทางที่จะประกอบการตัดสินใจเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดในสภาพแห่งความเป็นจริงที่สามารถทำได้ สำหรับหัวข้อของการประชุมนั้นๆ(ทำนองหลายหัวย่อมดีกว่าหัวเดียว)ผู้เข้าประชุมควรระลึกอยู่เสมอว่าใน การประชุมที่เป็นการแสดงความคิดเห็นนั้นย่อมไม่มีสิ่งใดถูกหรือผิดมีแต่สิ่งที่เหมาะสมในขอบเขตของเหตุและผล ที่เป็นไปได้เพราะฉะนั้นผู้เข้าประชุมจึงมีความจำเป็นจะต้องลดอัตตาของตนลงมาเพื่อเปิดใจยอมรับฟังความคิดเห็น ของผู้อื่นซึ่งอาจขัดแย้งกับความคิดของตน เพื่อยังประโยชน์สูงสุดต่อจุดมุ่งหมายของการประชุม
ลักษณะของการประชุมที่ดี
๑)การประชุมคือการแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และภูมิปัญญาดังนั้นทุกคนจึงมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นโดยเท่าเทียมกัน ประธานในที่ประชุมจะยินดีและมีความสุขมากถ้าทุกคนพยายามแสดงความคิดเห็นและช่วยกันรักษาเวลาและประโยชน์ของการประชุม ๒)การประชุมไม่ใช่การฟังปาฐกถาหรือสุนทรพจน์ฉะนั้นผู้ที่พูดเก่งและมีวาทศิลป์ในการพูดควรสนับสนุนให้คนอื่น ได้มีโอกาสพูดเพื่อแสดงความคิดเห็น เพื่อแสดงความรู้ความสามารถบ้าง ก็จะเป็นผลดีต่อที่ประชุม (เราต้องให้โอกาสคนอื่นพัฒนาการพูดของเขาบ้าง )
๓) ผู้ประชุมไม่ควรพูดทุกเรื่องที่ตนรู้ และไม่ควรถามทุกเรื่องที่ตนไม่รู้ ไม่ควรพูดเรื่องข่าวลือและเรื่องที่ตนสงสัยในที่ประชุม และไม่ควรพูดเรื่องที่จะสร้างความแตกแยกในที่ประชุม
๔) ผู้ประชุมไม่ควรเสนอ สนอง หรือสนับสนุนทุกเรื่องที่ตนเห็นด้วย และไม่ควรคัดค้านทุกเรื่องที่ตนไม่เห็นด้วย ไม่ควรเอาตนเองเป็นศูนย์กลางแห่งความรู้ และเพื่อเป็นการให้เกียรติสังคม ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสังคมได้คิด ได้พิจารณา และได้ตัดสินใจบ้างก็จะดีอย่างยิ่ง
๕) ผู้ประชุมไม่ควรใช้ถ้อยคำหยาบคายและรุนแรงในที่ประชุม ไม่ควรชี้หน้าคนอื่นและพูดเล่นในสิ่งที่ไม่สมควร และไม่ควรพูดเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการประชุม
๖) ผู้ประชุมควรพูดตามระเบียบวาระ พูดตามอำนาจหน้าที่ของตนและขององค์กรที่ตนสังกัดอยู่เท่านั้น เพราะถ้าเราอยู่ในบึงแต่ไปพูดเรื่องทะเลและมหาสมุทรก็จะเป็นการเสียเวลาเปล่า ๆ
๗) การพูดนั้นอาจทำให้คนอื่นหรือองค์กรอื่นเสียหายได้ ดังนั้น ควรระวังเนื้อหา ลีลา และน้ำเสียงของการพูด และไม่ควรพูดพาดพิงถึงบุคคลหรือสถาบันเบื้องสูงที่คนเคารพนับถือเป็นอันขาด
๘)ควรประชุมอย่างสร้างสรรค์ ประชุมด้วยมิตรไมตรี และมีความรู้สึกดี ๆ ต่อกันเสมอ
๙) ควรประชุมสื่อสารด้วยหลัก 5 C ซี คือ 1. Clear พูดอย่างชัดเจน 2. Concise พูดอย่างกระชับ 3. Correct พูดอย่างถูกต้องตามข้อเท็จจริง 4. Complete พูดให้ครบถ้วน ไม่ปิดบังอำพราง 5. Confidence พูดด้วยความเชื่อมั่น
๑๐)เพื่อให้ได้ทั้งคนและทั้งงาน และเพื่อรักษาคุณภาพและบรรยากาศของที่ประชุมจึงไม่ควรพูดแบบก้าวร้าวหรือดุดัน และประธานในที่ประชุมควรจะเด็ดขาดแต่นุ่มนวลในน้ำเสียงและลีลา

 รูปแบบของการประชุม
                การประชุมแบ่งออกได้หลายรูปแบบแต่ละรูปแบบแต่ละแบบจะต้องอาศัยการอภิปรายเป็นหลักรูปแบบของการ ประชุมขึ้นอยู่กับจุดประสงค์และจำนวนผู้เข้าประชุมการประชุมแต่ละเรื่องย่อมมีจุดประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นรูปแบบของการประชุมก็จะมีความแตกต่างกันไปด้วยรูปแบบของการประชุมมีผู้กล่าวไว้มากมายหลายรูปแบบ
หลักการพูดในการประชุม
(๑)ประธานจะเป็นผู้กล่าวเปิดประชุมและดำเนินการตามระเบียบวาระที่ตะประชุมกัน (๒)สมาชิกผู้เข้าประชุมสามารถพูดแสดงความคิดเห็นได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากประธานก่อน (๓)สมาชิกผู้เข้าประชุมจะต้องเป็นทั้งนักพูดและนักฟังที่ดี
(๔)การพูดควรใช้ถ้อยคำที่สุภาพเพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ที่ประชุม
(๕)การตั้งคำถามควรเป็นคำพูดสั้นๆไม่อารัมภบทยืดยาว
(๖)การอภิปรายญํตติในที่ประชุมจะต้องมีผู้เสนอญัตติขึ้นมาก่อน
(๗)การเสนอข้อโต้แย้งต่างๆต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากประธานสมาชิกผู้เข้าร่วมประชุม

การแถลงข่าวหมายถึงการให้ข้อมูลเพื่อให้บุคคลภายนอกหรือบุคคลทั่วไปที่มีความสนใจได้รับทราบความเคลื่อนไหว ของหน่วยงานหรือองค์กรเพื่อให้เกิดความเข้าใจอันดีต่อกันระหว่างหน่วยงานที่แถลงข่าวกับผู้ที่เกี่ยวกับการ แถลงข่าว ดังนี้
๑)โอกาสที่มีการแถลงข่าว การแถลงข่าวต่อสาธารณชนหรือที่ประชุมชนมีหลายกรณีเช่น

(๑) การจัดกิจกรรมเนื่องในโอกาสพิเศษ
(๒)การเปิดตัวหรือแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ
(๓)การขยายหรือเปลี่ยนแปลงปรับปรุงกิจการ
(๔)การกำหนดนโยบายต่างๆเพื่อพัฒนาสังคม
(๕)การชี้แจงความคืบหน้าของผลการดำเนินงาน
(๖)การให้ข่าวสารข้อมูลความรู้ที่สำคัญ
(๗)การสร้างความเข้าใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งแก่สาธารณชน
(๘)การจัทำโครงการที่มีผลกระทบต่อส่วนรวม

๒)รูปแบบของการแถลงข่าวการแถลงข่าวเพื่อการเผยแพร่สามารถแบ่งรูปแบบออกได้ดังนี้
(๑)การจัดพิมพ์เป็นเอกสาร
(๒)การใก้สัมภาษณ์แกสื่อมวลชน

๓)หลักการแถลงข่าวโดยการให้สัมภาษณ์
(๑)พูดด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย กระชับ ชัดเจน
(๒)ไม่พูดพาดพิงถึงบุคคลอื่นให้ได้รับความเสียหาย
(๓)พูดในสิ่งที่ถูกต้องตรงกับความจริง
(๔)ถ้าจำเป็นต้องจัดทำเอกสารประกอบควรเป็นเอกสารที่ชัดเจนเข้าใจง่าย
(๕)จัดลำดับเนื้อหาให้ต่อเนื่องแถลงทีละประเด็นอย่าให้ผู้ฟังเกิดความสับสน
(๖)พยายามชี้ให้ผู้ฟังเข้าใจจุดมุ่งหมายของการแถลงข่าวนั้นๆ
(๗)สรุปประเด็นก่อนจบการแถลงข่าว

การพูดแบบพิธีกรพิธีกรเป็นบุคคลซึ่งทำหน้าที่เพื่อให้เกิดความเป็นพิธีการโดยวิธีการประสานงานระหว่างผู้ที่รับเชิญมาพูดกับผู้ฟัง บอกกล่าวประกาศหรือแจ้งขั้นตอนของรายการต่างๆเพื่อให้ลุล่วงตามวัตถุประสงค์และงานเสร็จสิ้นอย่างถูกต้อง ตามขั้นตอนรายละเอียดที่ควรทราบเกี่ยวกับการพูดแบบพิธีกร มีดังนี้
)คุณสมบัติของพิธีกร พิธีกรควรมีคุณสมบัติดังนี้
(๑)เป็นผู้มีไหงพริบปฏิภาณไวแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี
(๒)เป็นผู้มีความร่าเริงแจ่มใสว่องไวและคล่องตัว
(๓)แต่งกายเหมาะสมกับกาลเทศะและมีบุคลิกภาพดี
(๔)รู้จักใช้ภาษาให้เหมาะสมกับผู้ฟังและวาระโอกาสที่กำลังดำเนินรายการ
(๕)รักษาเวลาในการพูดได้ดีหรือมีความสามารถในการกำกับเวลาแต่ละขั้นตอนได้ดี (๖)รู้จักวิธีการสร้างบรรยากาศการพูดและสร้างสัมพันธ์อันดีกับผู้ฟัง
(๗)ใช้ภาษาได้อย่างถูกต้องออกอักขระและคำควบกล้ำได้อย่างชัดเจน
(๘)รู้จักใช้น้ำเสียงและจังหวะในการพูดได้ชัดเจน น่าฟัง

หน้าที่ของพิธีกร พิธีกรมีหน้าที่ดังนี้

(๑)ศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานหรือกิจการที่จะขึ้นไปพูดเพื่อให้เกิดความเข้าใจและสามารถกำหนดขั้นตอน ของรายการต่างๆให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของงานหรือเจ้าภาพ
(๒)จัดลำดับพิธีการต่างๆให้เหมาะสมกับเวลาเพราะขั้นตอนต่างๆของแต่ละงานไม่เหมือนกันบางงานการกำหนด ขั้นตอนไว้แล้วในสูจิบัตรก็ต้องจัดขั้นตอนต่างๆให้เป็นไปตามกำหนดการบางงานอาจไม่มีกำหนดการที่แน่นอน
(๓)เตรียมการพูดและข้อมูลต่างๆให้เหมาะสมที่จะนำไปกล่าวอย่างมีแบบแผนและพิธีการและซักซ้อมเพื่อให้เกิด ความสอดคล้องกันของขั้นตอนต่างๆ
(๔)ประสานงานกับผู้เกี่ยวข้องกับพิธีการทุกขั้นตอนล่วงหน้าเพื่อให้พิธีการดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและราบรื่น
(๕)ตรวจสอบความเรียบร้อยและซักซ้อมขั้นตอนเพื่อให้เกิดความเรียบร้อยก่อนขึ้นเวที

หน่วยการเรียนรู้ที่ ๓ การนำเสนอข้อมูล

ความหมายของการนำเสนอข้อมูล
                  การนำเสนอข้อมูลหมายถึงการสื่อสารเพื่อนเสนอข้อมูลความรู้ความคิดเห็นหรือความต้องการไปสู่ ผู้รับสารโดยใช้เทคนิคหรือวิธีการต่างๆอันจะทำให้บรรลุผลสำเร็จตามจุดมุ่งหมายของการนำเสนอ
ความสำคัญของการนำเสนอ
                  ในปัจจุบันนี้การนำเสนอเข้ามามีบทบาทสำคัญในองค์กรทางธุรกิจทางการเมืองทางการศึกษาหรือ แม้แต่หน่วยงานของรัฐทุกแห่งก็ต้องอาศัยวิธีการนำเสนอเพื่อสื่อสารข้อมูลเสนอความเห็นเสนอขออนุมัติ หรือเสนอข้อมูลสรุปผลการดำเนินงานต่างๆผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์การแนะนำเพื่อการเยี่ยมชม การฝึกอบรมการประชุมหรือผู้ที่เป็นหัวหน้างานทุกระดับจะต้องรู้วิธีการนำเสนอเพื่อนำไปใช้ให้เหมาะสม กับงานต่างๆและเพื่อผลสำเร็จของการพัฒนางานของตนหรือขององค์กรและหน่วยงานต่างๆกล่าวโดยสรุป การนำเสนอมีความสำคัญต่อการปฏิบัติงานทุกประเภทเพราะช่วยในการตัดสินใจในการดำเนินงานใช้ในการ พัฒนางานตลอดจนเผยแพร่ความก้าวหน้าของงานต่อผู้บังคับบัญชาและบุคคลที่สนใจ
จุดมุ่งหมายในการนำเสนอ
               ๑.เพื่อให้ผู้รับสารรับทราบความคิดเห็นหรือความต้องการเช่นในการประชุมคณะกรรมการต่างๆประธานในที่ประชุม จะต้องชี้แจงวาระการประชุมรับทราบที่มักเรียกกันว่าเรื่องที่ประธานจะแจ้งให้ทราบ
             ๒.เพื่อให้ผู้รับสารพิจารณาเรื่องใดเรื่องหนึ่งเช่นในการประชุมคณะกรรมการแต่ละครั้งคณะกรรมการฝ่ายต่างๆ จะต้องชี้แจงข้อมูลหรือแสดงความคิดเห็นให้ที่ประชุมรับให้ทราบเพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยหรือลงมติที่ประชุม
            ๓.เพื่อให้ผู้รับสารได้รับความรู้จากการนำเสนอเช่นในการฝึกอบรมหรือการสัมมนาวิทยากรหรือผู้เชี่ยวชาญ จะต้องเสนอข้อมูลที่เป็นข้อความรู้และข้อเท็จจริงต่างๆให้แก่ผู้เข้าฝึกอบรมหรือใช้การบรรยายสรุปผลการ ดำเนินการต่างๆเพื่อให้ผู้มาเยี่ยมชมกิจการหรือผู้บังคับบัญชาที่เดินทางมาตรวจเยี่ยมให้รับทราบ
           ๔.เพื่อให้ผู้รับสารเกิดความเข้าใจที่ถูกต้องเช่นการชี้แจงระเบียบหรือวิธีการปฏิบัติต่างๆให้แก่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าใจโดยเฉพาะเมื่อมีการออกระเบียบใหม่หรือเปลี่ยนแนวทางในการปฏิบัติก็จำเป็นต้องชี้แจงเพื่อให้เกิด ความเข้าใจที่ตรงกันและปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง
ประเภทของการนำเสนอ
               ในระบบการทำงานปัจจุบันนี้การนำเสนอด้วยวาจามีความจำเป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลายเพราะมีส่วนช่วย ให้การปฏิบัติงานบรรลุจุดมุ่งหมายและพัฒนางานได้อย่างรวดเร็วขึ้นการนำไปใช้ก็ขึ้นอยู่กับลักษณะของงานที่ นำไปใช้และมีความเกี่ยวข้องกับตำแหน่งและหน้าที่การงานที่รับผิดชอบของผู้นำไปใช้ประเภทของการนำเสนอ แบ่งอย่างกว้างๆมี๒รูปแบบดังนี้
                       ๑.การนำเสนอเฉพาะกลุ่มเป็นการนำเสนอข้อมูลต่างๆต่อผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องหรือผู้ที่ได้รับเชิญให้เข้า ร่วมรับทราบข้อมูลในการนำเสนอเช่นการนำเสนอต่อที่ประชุมการนำเสนอผลงานหรือการสรุปงาน การแนะนำการชี้แจงเรื่องต่างๆเป็นต้น
                      ๒.การนำเสนอทั่วไปในที่สาธารณะเป็นการนำเสนอข้อมูลต่างๆที่เปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปเข้าร่วม ฟังการนำเสนอได้ มีการเปิดโอกาสให้ผู้ฟังได้ซักถามเพิ่มเต็มหรือแสดงความคิดเห็นได้อีกด้วยเช่น การนำเสนอในการประชุมเชิงปฏิบัติการการประชุมสัมมนาการประชุมใหญ่การอภิปรายการแถลงข่าว หรือเหตุการณ์การจัดงานหรือพิธีการที่สำคัญเป็นต้น
 ลักษณะของข้อมูลที่นำเสนอ
                 ในการนำเสนอแต่ละครั้งนั้นสามารถนำข้อมูลที่มีลักษณะแตกต่างกันมาร่วมนำเสนอด้วยกัน ได้ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของผู้นำเสนอข้อมูลที่จะนำเสนอแบ่งออกตามลักษณะของข้อมูลได้แก่
                  1.ข้อเท็จจริงหมายถึงข้อความที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เรื่องราวที่เป็นมาหรือเป็นอยู่ตามความจริง
                2. ข้อคิดเห็น เป็นความเห็นอันเกิดจากประเด็นหรือเรื่องราวที่ชวนให้คิด ข้อคิดเห็นมีลักษณะต่างๆกัน คอมพิวเตอร์ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อชีวิตประจำวัน พัฒนาการคอมพิวเตอร์ทำให้คอมพิวเตอร์มีขนาดเล็กลง มีขีดความสามารถสูงขึ้น คำนวณได้เร็วและยังแสดงผลในแบบรูปภาพได้ดีด้วยเหตุนี้จึงมีการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับการใช้งานในระดับส่วนตัวมากมาย เช่น การสร้างเอกสาร สามารถจัดพิมพ์เอกสารที่มีความสวยงาม พิมพ์เอกสารที่เป็นตาราง รูปภาพ หรือการจัดรูปแบบเอกสาร เพื่อนำเสนอได้ดี ยังมีในรูปแบบตารางคำนวณที่เรียกว่า สเปรดชีต หรือ อิเล็กทรอนิกส์สเปรดชีต ตารางคำนวณมีขีดความสามารถเชิงคำนวณได้สูง คำนวณตามฟังก์ชันต่างๆ ผู้ใช้ใช้งานได้ง่ายโดยไม่ต้องเขียนโปรแกรม สามารถสร้างรูปกราฟแบบต่างๆ และนำเสนอผลจากตัวเลขในรูปแบบที่เป็นรูปกราฟเพื่อความเข้าใจที่ดีได้  
การเตรียมการนำเสนอ
                 การนำเสนอเรื่องในลักษณะใดก็ตามถ้าไม่มีการเตรียมพร้อมอาจก่อให้เกิดความผิดพลาดได้ง่าย หรือไม่เป็นไปดังที่ตั้งจุดมุ่งหมายไว้ฉะนั้นถ้าต้องการให้การนำเสนอข้อมูลเป็นไปด้วยความราบรื่นและ บรรลุจุดมุ่งหมายตามที่ต้องการผู้นำเสนอทุกครั้งการเตรียมการเพื่อนำเสนอข้อมูลมีขั้นตอนดังนี้
๑.ศึกษาข้อมูล
๒.วางแผนการนำเสนอ
๓.จัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์
๔.เตรียมความพร้อมของสถานที่
             ๑.การศึกษาข้อมูลการที่ต้องศึกษาข้อมูลก็เพื่อจะได้วางโครฝของเรื่องที่จะนำเสนอให้ถูกต้องก่อนที่จะวาง เค้าโครงเรื่องผู้ที่จะนำเสนอจะต้องศึกษาข้อมูลด้านต่างๆดังนี้
                     ๑.๑ศึกษาเรื่องที่จะนำเสนอเพื่อรวบรวมและจัดหมวดหมู่ข้อมูลที่จะนำเสนอให้ถูกต้องสมบูรณ์ที่สุด
                  ๑.๒ศึกษาวิเคราะห์ผู้รับการนำเสนอหรือผู้ฟังเพื่อที่จะได้วางแผนการใช้เทคนิคและวิธีการนำเสนอ ตลอดจนการใช้ถ้อยคำภาษาที่เหมาะสม

                ๑.๓ศึกษาวิเคราะห์จุดมุ่งหมายที่จะนำเสนอเพื่อให้สอดคล้องสัมพันธ์กับผู้รับการนำเสนอและวิธีการ ในการนำเสนอ
                ๑.๔ศึกษาโอกาสเวลาและสถานที่ที่จะนำเสนอเพื่อจะได้กำหนดเค้าโครงและเนื้อหาพร้อมทั้งจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ ที่ใช้ประกอบการนำเสนอให้เหมาะสมกับสถานที่และเวลาที่ใช้นำเสนอ
          ๒.การวางแผนการนำเสนอจะช่วยให้การนำเสนอเป็นไปตามลำดับข้อมูลไม่สับสนครบถ้วยบริบูรณ์ เหมาะสมกับเวลาการนำเสนอที่บรรลุจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ควรมีการวางแผนที่จะนำเสนอ ดังนี้
                 ๒.๑วางรูปแบบวิธีนำเสนอโดยมีหลักในการวางรูปแบบวิธีนำเสนอคือวางรูปแบบให้เหมาะสมกับเวลา สถานการณ์และบุคคล รูปแบบในการนำเสนอแบ่งกว้างๆ ได้เป็น 2 รูปแบบ คือการนำเสนอแบบที่เป็นทางการและการนำเสนอแบบที่ไม่ป็นทางการ
               ๒.๒วางแนวทางในการแก้ปัญหาและอุปสรรคปัญหาและอุปสรรคในการนำเสนออาจจะเกิดขึ้นได้ในหลาย ๆกรณีถ้าเราคาดเดาปัญหาและอุปสรรคไว้ก่อนล่วงหน้าโดยการศึกษาข้อมูลก่อนที่จะนำเสนอให้ถ่องแท้ก็จะ สามารถช่วยให้มองแนวทางในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นได้
                ๒.๓วางเค้าโครงการนำเสนอทำได้โดยการนำหัวข้อที่จะนำเสนอมาแบ่งหมวดหมู่เรียงตามลำดับ แล้วเขียนเป็นลำดับขั้นตอนของแผนการนำเสนอ
               ๒.๔วางแนวทางในการนำเสนอเป็นการกำหนดแนวทางที่จะใช้ในการนำเสนอจัดทำหลังจากที่ได้วางเค้าโครงงาน และแบ่งการนำเสนอออกเป็นหัวข้อย่อยๆแล้วการวางแนวทางในการนำเสนอจะช่วยให้ผู้นำเสนอเกิดความ พร้อมและความมั่นใจในการนำเสนอมากยิ่งขึ้น
                 ๒.๕วางกำหนดขั้นตอนการนำเสนอเมื่อได้วางแนวทางการนำเสนอขั้นต่างๆมาแล้วขึ้นสุดท้ายก็จะต้องกำหนด ขั้นตอนการนำเสนอให้สัมพันธ์กับวิธีการและอุปกรณ์ประกอบการนำเสนอพร้อมทั้งกำหนดการควบคุมใน เรื่องเวลาที่จะใช้ในการนำเสนอของแต่ละขั้นตอนกำกับไว้ด้วย
        ๓.การจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์การจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์การบรรยายเพียงอย่างเดียวไม่อาจดึงดูดความสนใจ ของผู้ฟังได้ตลอดเวลาวัสดุอุปกรณ์ที่นำมาใช้ประกอบการนำเสนอนั้นมีประสิทธิภาพและสัมฤทธิ์ผลตาม ความมุ่งหมาย มีดังนี้
                   ๓.๑อุปกรณ์ที่ใช้ประกอบการบรรยาย
-เครื่องฉายแผ่นใส หรือเครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ
-วีดิทัศน์ ภาพยนตร์ ภาพนิ่ง
-แผนที่ แบบจำลอง

-แผนภาพ แผนภูมิ แผนที่

                  ๓.๒อุปกรณ์ที่ใช้เสริมการบรรยาย
-แผ่นพับ
-หนังสือ
-รูปภาพ
-เอกสารประกอบ

          ๔.การจัดเตรียมความพร้อมของสถานที่ในการนำเสนอนอกจากจะต้องตระเตรียมวัสดุอุปกรณ์เพื่อนำมา ประกอบการนำเสนอแล้วการเตรียมความพร้อมของสถานที่ก็มีส่วนสำคัญที่จะทำให้การนำเสนอเป็นไปด้วยดี และมีประสิทธิภาพบรรลุจุดมุ่งหมายที่วางไว้ได้ การจัดเตรียมความพร้อมของสถานที่กระทำได้ ดังนี้
                   ๔.๑การจัดห้องสำหรับการนำเสนอ
                  ๔.๒การจัดที่นั่งและแท่นสำหรับการนำเสนอ
                 ๔.๓ระบบระบายอากาศ
                ๔.๔ระบบเสียง
              ๔.๕ระบบแสงสว่างภายในห้อง
              ๔.๖การประดับตกแต่งสถานที่

 ปัจจัยที่ทำให้การนำเสนอมีประสิทธิภาพการนำเสนอจะมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับวิธีการจัดดำเนินการในการนำเสนอโดยมีปัจจัย ที่ทำให้การนำเสนอมีประสิทธิภาพ ดังนี้
๑.เนื้อหาข้อมูล
๑.๑จัดข้อมูลอย่างเป็นระบบและเป็นลำดับขั้นตอน
๑.๒จัดทำเค้าโครงการนำเสนอทุดครั้งที่มีการนำเสนอ
๑.๓ข้อมูลต้องมีความสมบูรณ์ถูกต้อง

๒.ผู้นำเสนอ
๒.๑มีความรู้ในเรื่องที่จะนำเสนอเป็นอย่างดี
๒.๒ศึกษาวิเคราะห์ผู้ฟังโอกาสและสถานการณ์ก่อนการนำเสนอทุกครั้ง๒.๓มีบุคลิกภาพและการวางตัวที่เหมาะสม
๒.๔ มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีกับผู้รับการนำเสนอหรือผู้ฟัง๒.๕รู้จักวิธีการสร้างบรรยากาศที่เป็นกันเองและสร้างความประทับใจให้กับผู้ฟัง๒.๖มีการฝึกซ้อมการนำเสนออย่างถูกวิธี และการทำสม่ำเสมอ๒.๗มีไหวพริบปฎิภาณในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในการดำเนินการนำเสนอได้

๓.การดำเนินการนำเสนอ
ปัจจัยที่ควรคำนึงถึงในการดำเนินการนำเสนอ คือ
              ๓.๑เทคนิคและวิธีการนำเสนอการนำเสนอข้อมูลให้มีประสิทธิภาพนั้นจะต้องใช้เทคนิค และวิธีการบางประการ
             ๓.๒ศิลปะในการนำเสนอศิลปะการนำเสนอที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้เป็นการนำเสนอด้วยวาจาฉะนั้นการที่จะนำเสนอได้อย่างมีศิลปะ -ผู้นำเสนอจะต้องคำนึงถึงเรื่องต่อไปนี้
-มีการแสดงมารยาททางสังคม

-มีการใช้ภาษาที่เหมาะสม
-มีการแสดงออกที่เหมาะสม
-มีวิธีการสื่อสารที่ดี
-มีการจัดหาอุปกรณ์ที่เหมาะสม



หน่วยการเรียนรู้ที่ ๒ การวิเคราะห์และประเมินค่าสารจากการฟัง การดูและการอ่าน

ความหมายของการวิเคราะห์และประเมิน
วิเคราะห์หมายถึงพิเคราะห์,ใคร่ครวญ,แยกออกเป็นส่วนๆหรือแยกองค์ประกอบออกจากกัน
สารหมายถึงเนื้อหา,เนื้อแท,แก่น,ความมีประโยชน์
การวิเคราะห์สารจึงหมายถึงการพิจารณาใครครวญสารด้วยความละเอียดรอบคอบและแยกแยะส่วนประกอบต่างๆได้อย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์

ประเมินหมายถึงคาดเอา,คะเนเอา,กะดู,กะประมาณ
ค่าหมายถึงคุณประโยชน์,ราคา
การประเมินค่าหมายถึงการพิจารณาว่าสารนั้นๆมีประโยชน์มากน้อยเพียงใดมีความเหมาะสมหรือไม่น่าเชื่อเพียงใดควรตัดสินใจอย่างไร

หลักการอ่านวิเคราะห์
                   การอ่านเป็นทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาหาความรู้และพัฒนาชีวิตซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดความรู้แล้วยัง ก่อให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน และส่งเสริมให้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ได้แนวคิดในการดำเนินชีวิต การอ่านจึงเป็นหัวใจของการศึกษาทุกระดับและเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้เรื่องต่างๆ  การอ่านที่ดีมีประสิทธิภาพ จะต้องอ่านแล้วจับใจความได้สรุปสาระสำคัญของเรื่องที่อ่านได้แต่การสำรวจการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนพบว่า ปัญหาที่สำคัญในการอ่านของผู้เรียนคืออ่านแล้วจับใจความสำคัญไม่ได้ ไม่สามารถสรุปประเด็นได้ ไม่สามารถแยกความรู้ ข้อเท็จจริงข้อคิดเห็นไม่สามารถแยกใจความสำคัญกับใจความรองได้ทำให้ไม่ได้รับประโยชน์จากการอ่านเท่าที่ควรทั้งยัง
เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการเรียนรู้และการศึกษาวิชาต่างๆด้วย

   การอ่านจับใจความคือการอ่านที่มุ่งค้นหาสาระของเรื่องหรือของหนังสือแต่ละเล่มที่เป็นส่วนใจความสำคัญ และส่วนขยายใจความสำคัญของเรื่องใจความสำคัญของเรื่องคือข้อความที่มีสาระคลุมข้อความอื่นๆ ในย่อหน้านั้นหรือเรื่องนั้นทั้งหมด ข้อความอื่นๆ เป็นเพียงส่วนขยายใจความสำคัญเท่านั้น ข้อความหนึ่งหรือตอนหนึ่งจะมีใจความสำคัญที่สุดเพียงหนึ่งเดียว นอกนั้นเป็นใจความรอง คำว่าใจความสำคัญนี้ ผู้รู้ได้เรียกไว้เป็นหลายอย่าง เช่น ข้อคิดสำคัญของเรื่อง แก่นของเรื่อง หรือ ความคิดหลักของเรื่องแต่จะเป็นอย่างไรก็ตามใจความสำคัญก็คือสิ่งที่เป็นสาระที่สำคัญที่สุดของเรื่องนั่นเอง ใจความสำคัญส่วนมากจะมีลักษณะเป็นประโยค ซึ่งอาจปรากฏอยู่ในส่วนใดส่วนหนึ่งของย่อหน้าก็ได้ จุดที่พบใจความสำคัญของเรื่องในแต่ละย่อหน้ามากที่สุดคือ ประโยคที่อยู่ตอนต้นย่อหน้า เพราะผู้เขียนมักบอกประเด็นสำคัญไว้ก่อนแล้วจึงขยายรายละเอียดให้ชัดเจนรองลงมาคือประโยคตอนท้ายย่อหน้าโดยผู้เขียนจะบอกรายละเอียดหรือประเด็นย่อยก่อน แล้วจึงสรุปด้วยประโยคที่เป็นประเด็นไว้ภายหลังสำหรับจุดที่พบใจความสำคัญยากขึ้นก็คือ ประโยคตอนกลางย่อหน้า ซึ่งผู้อ่านจะต้องใช้ความ
สังเกตุและพิจารณาให้ดี ส่วนจุดที่หาใจความสำคัญยากที่สุดคือย่อหน้าที่ไม่มีประโยคใจความสำคัญปรากฏชัดเจน อาจมีประโยค หรืออาจอยู่รวมๆกันในย่อหน้าก็ได้ ซึ่งผู้อ่านจะต้องสรุปออกมาเอง

 ใจความสำคัญอยู่ตอนต้นของย่อหน้า
       ความแตกต่างของมนุษย์และสัตว์อีกประการหนึ่งที่เห็นเด่นชัด คือเรื่องของการใช้ภาษามนุษย์สามารถถ่ายทอดความรู้ความคิดออกมาเป็นตัวเขียนคือเป็นภาษาหนังสือสำหรับให้ผู้อื่นอ่านและเข้าใจตรงตามที่ต้องการ  แต่สัตว์ใช้ได้แต่เสียงเท่านั้นในการสื่อสาร แม้แต่เสียงหลายท่านก็ยังมีความเห็นว่าสัตว์จะทำเสียงเพื่อแสดงความรู้สึก  เช่น   โกรธ  หิว  เจ็บปวด เท่านั้น เสียงของสัตว์ไม่อาจสื่อความหมายได้ละเอียดลออเท่าภาษาพูดของมนุษย์
ใจความสำคัญอยู่ตอนกลางของย่อหน้า
           ดังได้กล่าวมาแล้วว่าการที่จะเป็นผู้ฟังที่ดีได้นั้นจะต้องมีการฝึกฝนจนเรียนรู้ ฉะนั้นครูจึงเป็นผู้ที่มีโอกาสดีกว่าคนอื่นๆ  ในการฝึกนิสัยการฟังที่ดีให้แก่เยาวชนที่จะเป็นผู้นำของชาติในอนาคตครูไม่ควรมองข้ามความสำคัญของการฟังไป  ควรระลึกไว้เสมอว่า    การฟังมีความสำคัญเท่าๆ  กับการพูด การอ่านและการเขียน ถ้าผู้ฟังรู้จักฟังแล้วการฟังก็จะมีประโยชน์มาก    แต่ถ้าผู้ฟังไม่รู้จักการฟัง ผู้ฟังก็จะไม่ได้รับผลอะไรเลย  แต่ในทางตรงกันข้ามบางครั้งก็อาจจะมีโทษอันร้ายแรงเกิดขึ้นอีกด้วย
ใจความสำคัญอยู่ตอนท้ายของแต่ละย่อหน้า
              ภายในวงงานศิลปะประเภทหนึ่งๆมีรูปแบบของศิลปะนั้นแยกออกไปจิตรกรรมก็มีการวาดและระบายสีบนฝาผนัง  วาดเป็นเส้นบนกระดาษ  วาดและระบายเป็นภาพเล็กเป็นภาพใหญ่เป็นรูปคนรูปภูมิประเทศและอื่นๆ วรรณคดีก็เข้าในลักษณะนี้รูปแบบของวรรณคดีไทยก็มีหลายแบบ ถ้านับวรรณคดีต่างประเทศทั่วโลกก็มีรูปแบบเกือบจะนับไม่ถ้วน  คุณภาพของวรรณคดีขึ้นอยู่กับรูปแบบจะมีความดีหรือความบกพร่องภายในวงของรูปแบบแต่ละรูปแบบ   การพิจารณาวรรณคดีจึงเป็นไปตามรูปแบบแต่ละรูปๆ นั้น
การวิเคราะห์สารและประเมินค่าสารจากการฟัง การดู และการอ่าน
             สารที่คนส่วนใหญ่ได้รับมักจะเป็นสารที่ได้รับจากการฟังและการดูซึ่งได่แก่การรับสารจากสื่อโทรทัศน์ ล้วนมีรูปแแบบหลากหลายเช่นข่าว,สารคดี,ประกาศแถลงการณ์,ละครความบันเทิงในรูปเกมส์โชว์ รายการตลกฯลฯไม่จำกัดว่าจะเป็นการนำเสนอความรู้ข้อเท็จจริงข้อเสนอแนะความคิดเห็นหรือการนำเสนอเรื่องราว หลากหลายอารมณ์นอกจากนี้ยังได้รับจากการอ่านได้แก่ตำรา,หนังสือเล่ม,พ็อคเก็ตบุ๊คสิ่งพิมพ์ต่างๆเช่น หนังสือพิมพ์,โปสเตอร์,แผ่นปลิว,จดหมายฯลฯ
              แนวการวิเคราะห์สารก็ยังคงใช้หลักการและวิธีเหมือนกันดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้นในที่นี้ จะขอแยกสารจากการฟังการดูและการอ่านเป็น2รูปแบบได้แก่สารในชีวิตประจำวันและสารในงานอาชีย เนื่องจากการศึกษาในระดับนี้จำเป็นต้องใช้ในการประกอบวิชาชีพและในการดำรงชีวิตในสังคงซึ่งเกี่ยวข้อง กันดังนี้
๑.สารในชีวิตประจำวันหากแบ่งตามวิธีการเขียน สามารถแบ่งได้ดังนี้
๑.๑รูปแบบร้อยแก้วได้แก่งานเขียนที่เป็นความเรียงทุกชนิดมีองค์ประกอบแตกต่างกันไปตามเนื้อหา
๑.๒รูปแบบร้อยกรองได้แก่งานเขียนที่เป็นคำประพันธ์ประเภทต่างๆเช่นโคลง,ฉันน์,กาพย์,กลอน,ร่ายคำประพันธ์ เหล่านี้จะมีลักษณ์บังคับเฉพาะแต่ละประเภทแตกต่างกันไปการใช้ภาษาสละสลวยไพเราะมีความงดงามทางภาษา ใช้คำน้อยแต่ความหมายลึกซึ้งผู้ประพันธ์ต้องมีจินตนาการกว้างไกลคน่สวนใหญ่ไม่ว่าจะมีการศึกษาในระดับใด อาชีพใดหรือฐานะความเป็นอยู่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ขาดไม่ได้คือการรับรู้เรื่องราวต่างๆซึ่งส่งผลให้การดำรงชีวิตและ งานอาชีพก้าวหน้าส่วนวิธีการรับสารจะเป็นวิธีใดนั้นขึ้นอยู่กับโอกาสและความเหมาะสมของแต่ละบุคคลซึ่งบาง ครั้งอาจรับโดยการฟังการดูหรือฟังอย่างเดียวและถ้ามีเวลามากพออาจใช้การอ่านสารที่เกี่ยวข้องในชีวิตประจำวัน ที่มีอิทธิพลต่อผู้อ่านจะขอยกพอสังเขป ดังนี้
ข่าวเป็นสารที่มีความใหม่ทันเหตุการณ์เพราะเป็นการนำเสนอให้ทราบความเคลื่อนไหววันต่อวันมีลักษณะการเขียนเร้าใจ ผู้อ่านเนื้อหาหลากหลายมีการรายงานอย่างต่อเนื่องทำให้น่าติดตาม
บทความเป็นงานเขียนที่มีรูปแบบและองค์ประกอบชัดเจนเนื้อหาเน้นการแสดงความคิดเห็นเป็นหลักแต่จะต้องอยู่บนพื้นฐาน ของข้อเท็จจริงบทความต้องแสดงความคิดเห็นเป็นกลางและอธิบายได้ด้วยเหตุผลจึงจัดว่าเป็นบทความที่ดี
สารคดีีจัดว่าเป็นงานเขียนที่อ่านง่ายเพราะใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายตรงไปตรงมาเนื้อหาสาระมุ่งเขียนเพื่อนำเสนอ เหตุการณ์สถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นและมีความคิดเห็นของผู้เขียนแทรกอยู่เนื้อหาที่เสนอมีความคิดหลากหลาย เช่นเกี่ยวกับอาชีพ,การท่องเที่ยว,ชีวิติความเป็นอยู่เป็นต้น
โฆษณา
ปัจจุบันมีเทคนิคต่างๆมากมายทำให้น่าสนใจชวนติดตามมีการผูกเป้นเรื่องราวเป็นตอนเพื่อให้ ติดตามทั้งนี้เพื่อให้ผู้อ่านสนใจและตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการเพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความพึงพอใจโฆษณา มีองค์ประกอบดังนี้  พาดหัว   ขยายพาดหัว  รายละเอียดสินค้า

ตำราและเอกสารความรู้ต่างๆ อาจอยู่ในรูปของหนังสือหรืออื่นๆเช่นจลสาร,วารสาร,แผ่นพับ,แผ่นปลิวฯลฯเสนอเนื้อหาความรู้เฉพราะเรื่องและทั่วไป อาจเป็นเกร็ดความรู้เทคนิคต่างๆใช้ภาษาเขียนเป็นหลัก
บันเทิง เป็นงานเขียนด้านบันเทิงคดีมีรูปแบบเฉพาะอาจเป็นบทละครมีตัวละครโครงเรื่องฉากการดำเนินเรื่องที่สลับซับซ้อน น่าติดตามแล้วแต่จิตนาการของผู้ประพันธ์การ์ตูน,นิทาน,เรื่องสั้นและอื่นๆ
๒.สารในงานอาชีพ โดยทั่วไปมีรูปแบบเหมือนกับสารในชีวิตประจำวันแตกต่างกันที่เนื้อหาเช่นข่าวเศรษฐกิจอาจเป็นได้ทั้งข่าวสารในชีวิตประจำวัน และอาชีพการดูโฆษณาหากดูแล้วสรุปว่าน่าเชื่อถือหรือไม่ประโยชน์คืออะไรคุณภาพดีหรือไม่ควรตัดสินใจอย่างไร ก็จัดว่าเป็นการดูสารในชีวิตประจำวันแต่หากดูแล้ววิเคราะห์ว่าจุดเด่นของโฆษณาคืออะไรใช้งบประมาณเท่าไร เกินจริงหรือน่าเชื่อถือจะสู้กับคู่แข่งได้หรือไม่เหล่านี้ก็จะเป็นสารในงานอาชีพทันที
ขั้นตอนในการวิเคราะห์สารและการวินิจสาร
การอ่านวินิจ หมายถึง การดูอย่างตั้งใจ เอาใจใส่อย่างถี่ถ้วน
สารหมายถึงใจความสำคัญของข้อความที่ผู้เขียนต้องการที่จะสื่อมายังผู้อ่านการวินิจฉัยสาร หมายถึง การวิเคราะห์ข้อความ การจับใจความ และการตีความซึ่งจะใช้วิธีการใดวิธีหนึ่งหรือสองสามวิธีก็ได้ขึ้นอยู่กับลักษณะของข้อความ
2  การวิเคราะห์ข้อความ หมายถึง การพิจารณาแยกองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ปรากฏหรือมีอยู่ในงานเขียนเรื่องหนึ่ง ๆ ว่ามีลักษณะอย่างไร มีคุณค่าอย่างไร หรือมีข้อควรสังเกตอย่างไรบ้างผู้อ่านต้องแยกแยะให้ออกว่าก่อนว่า ข้อความที่อ่านนั้นผู้เขียนต้องการสื่อข้อเท็จจริงหรือสื่อความรู้สึกนึกคิดให้ผู้อ่านทราบ
            - การสื่อข้อเท็จจริง คือ การบอกให้รู้ถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือเรื่องใดเรื่องหนึ่ง มักเป็นคำตอบสำหรับคำถามที่ว่าอะไร ใคร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร เป็นต้น
             - การสื่อความรู้สึกนึกคิด เป็นการสื่อความรู้หรือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏ สิ่งที่เกิดขึ้นอาจกระทบความรู้สึกของผู้ที่พบเห็น จนทำให้เกิดอารมณ์สะเทือนใจได้ต่าง ๆ กันเช่น รู้สึกตระหนกรู้สึกสลดใจบางครั้งอาจมีความคิดซึ่งเกิดจากการใช้สติปัญญาใคร่ครวญเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นด้วย
        การจับใจความ หมายถึง การแยกแยะเรื่องที่อ่านให้ได้ว่า ส่วนใดเป็นใจความหรือข้อความที่สำคัญที่สุดและส่วนใดเป็นพลความหรือข้อความประกอบ การจับใจความจะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจสารที่ผู้เขียนต้องการสื่อได้ถูกต้อง

การวิเคราะห์สาร วินิจ เป็นบทร้อยกรอง
ขั้นตอนของการวิจารณ์
ในการเขียนวิจารณ์นั้นเราอาจแบ่งได้เป็น๓ขั้นตอนดังนี้คือการสรุปแนวคิดและสาระของเรื่อง การวิเคราะห์กลวิธีการแต่ง และการประเมินคุณค่า

                ๑.การสรุปแนวคิดและสาระของเรื่องแนวคิดของเรื่องคือแก่นหรือจุดสำคัญของเรื่องซึ่งเป็นหลัก เป็นแกนกลางของเรื่องนั้น เราสามารถจะหาได้ จากการศึกษาส่วนประกอบอื่น ๆ ของเรื่องสั้น เช่น โครงเรื่อง ภาษา ฉาก ตัวละคร บทสนทนา เป็นต้น ข้อสังเกต คือ แนวเรื่องนี้มักมีความสำคัญ เชื่อมโยงกับ ชื่อเรื่อง ดังนั้นสำหรับผู้วิจารณ์ที่เพิ่งหัด อาจจะใช้ชื่อเรื่องของงานวิจารณ์เป็นแนวสังเกตของเรื่องได้ด้วย ส่วนสาระของเรื่องนั้น คือ เนื้อหาอย่างคร่าวซึ่งไม่ใช่การย่อความ เนื่องจากผู้วิจารณ์สามารถนำข้อความ ตลอดจนคำพูดของตัวละครในเรื่องที่วิจารณ์ มาเขียนประกอบไว้ ในสาระของเรื่องได้ เพื่อช่วยให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจได้ดียิ่งขึ้น
              ๒.การวิเคราะห์กลวิธีการแต่งขั้นที่๒นี้เป็นการใช้เทคนิคและศิลปะอันเป็นความรู้ และฝีมือที่ผู้เขียนสามารถถ่ายทอดความรู้และ อารมณ์สะเทือนใจ มาสู่ผู้อ่าน เช่น การใช้คำ การใช้ภาพพจน์ การใช้โวหาร อุปมาอุปไมย เป็นต้น ศิลปะในการใช้ภาษาในแบต่างๆ นี้ ผู้วิจารณ์สามารถเลือกใช้ให้เหมาะกับ งานวิจัยนั้น ๆ เพื่อที่จะสื่อความเข้าใจและอารมณ์มาสู่ผู้อ่านได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด นอกจากกลวิธีการแต่ง และศิลปะการใช้ภาษาดังกล่าวแล้ว อาจจะใช้ศิลปะการสร้างเรื่อง อาจแยกได้เป็นการเขียนโครงเรื่อง ตัวละคร ฉาก ฯลฯ ซึ่งศิลปะการสร้างเรื่องนี้ มักใช้ในงานเขียนที่เป็นเรื่อง เช่น นวนิยาย เรื่องสั้น บทละคร เป็นต้น
              ๓.การประเมินคุณค่าเป็นขั้นสุดท้ายของการวิจารณ์เมื่อผู้วิจารณ์ได้ศึกษาการเขียนในขั้นตอนที่ ๑ และขั้นตอนที่ ๒ แล้ว ผู้วิจารณ์สามารถ แสดงความคิดของตน อย่างมีเหตุผลได้อย่างเต็มที่ เพื่อประเมินคุณค่าของงานเขียนนั้น การประเมินคุณค่าทางงานเขียน แบ่งได้เป็น
                        ๑.ด้านความคิดริเริ่มงานเขียนบางเรื่องอาจจะไม่มีคุณค่าทางวรรณศิลป์เด่น แต่เป็นงานเขียนที่มีความคิดริเริ่มก็มักจะได้รับการยกย่องดังจะเห็นได้จากเรื่อง"ความพยาบาท"ของ แม่วัน ได้รับการยกย่อง เพราะเป็นหนังสือนวนิยายเล่มแรก ที่แปลมาจากต้นฉบับภาษาต่างประเทศ หรือสุนทรภู่คิดแต่งกลอนแปด ที่มีสัมผัสในแพรวพราวจนเป็นที่นิยมกันมาจนถึงปัจจุบัน ก็ได้รับการยกย่องความคิดริเริ่มนั้น หรือพระมหามนตรี (ทรัพย์) แต่งเรื่อง "ระเด่นรันได" ล้อเลียนภาพสังคมในสมัยรัชกาลที่ ๒ ซึ่งกวีในสมัยก่อนน้อยคนนักจะกล้าทำ ท่านก็ได้รับการยกย่องที่มีความคิดริเริ่มเช่นนั้น เป็นต้น
                       ๒.ทางด้านวรรณศิลป์คือการประเมินคุณค่าทางด้านศิลปะการใช้ภาษาและการสร้างเรื่อง ศิลปะการใช้ภาษานี้ถ้าได้ศึกษาอย่างละเอียดก็สามารถทราบความสามารถของผู้แต่งในเรื่องการเลือกใช้คำ ว่ามีความไพเราะและสื่อความหมายได้เหมาะสมจนสามารถโน้มน้าวผู้อ่านให้เกิดความคิดเห็นคล้อยตามตลอดจนเกิดอารมณ์สะเทือนใจได้ตรงตามจุดประสงค์ของผู้แต่งเพียงใด ศิลปะการสร้างเรื่องนี้ ถ้าส่วนประกอบของเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น โครงเรื่อง บทสนทนา ตัวละคร ฉาก ฯลฯมีการประสานกลมกลืนกันอย่างงดีและมุ่งให้ผู้อ่านเกิดความคิดไปสู่แนวทางที่เป็นเป้าหมายของเรื่องแล้ว ก็นับว่าเป็นเรื่องที่มีศิลปะการสร่างเรื่องที่สมเหตุสมผล สามารถให้ผู้อ่าน เข้าถึงอารมณ์สะเทือนใจได้ จึงถือเป็นศิลปะที่มีคุณค่าทางวรรณศิลป์ได้ด้วย
                      ๓.คุณค่างานที่มีต่อสังคมงานเขียนเป็นสิ่งที่คนในสังคมสร้างขึ้นมาฉะนั้นผลของงานเขียนที่มีต่อสังคมจึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่าควรศึกษา อันได้แก่
                                ๓.๑คุณค่าทางด้านความเพลิดเพลินเป็นคุณค่าหนึ่งที่สำคัญเพราะจะเป็นสื่อนำผู้อ่านให้เกิดความสนใจเรื่อง เป็นการชักจูงขั้นต้น ฉะนั้นงานเขียนใดมีแต่สาระไม่มีความเพลิดเพลินแฝงไว้สำหรับผู้อ่าน ผู้อ่านมักจะไม่สนใจอ่านตั้งแต่ต้น งานเขียนนั้นก็ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่ผู้แต่งตั้งไว้ได้เลย
                              ๓.๒คุณค่าทางด้านความคิดเป็นคุณค่าที่เกิดจาดอิทธิพลความคิดเห็นของผู้แต่ง ซึ่งปรากฏอยู่ในงานเขียนอันมีอิทธิพลต่อความคิดของผู้อ่านในสังคมนั้นทั้งนี้อาจจะรวมถึงอิทธิพลที่ผู้แต่งได้รับมาจากสังคมด้วยก็ได้คุณค่าทางด้านความคิดนี้นับว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้งานเขียนมีคุณค่ามากขึ้น การประเมินคุณค่าทางงานเขียนนั้นถ้ามีเพียง๒ส่วนประกอบกันอย่างเหมาะสมก็จะช่วยให้งานเขียนนั้นเด่นขึ้น จึงนับว่าคุณค่าทั้ง ๒ ประการเป็นคุณค่าที่มีความสำคัญซึ่งกันและกันหลักในการวิจารณ์งานเขียนเฉพาะประเภทงานเขียนแต่ละประเภทมีลักษณะเฉพาะของตนเอง การศึกษาเพื่อเป็นพื้นฐานในที่นี้ จะแบ่งออกเป็น งานร้อยกรองบทสั้นและงานเขียนที่เป็นเรื่อง ทั้งที่เป็นร้อยแก้วและร้อยกรอง ดังนี้
๑.งานร้อยกรองบทสั้นในที่นี้คืองานร้อยกรรองที่ผู้เขียนไม่ได้ผูกเป็นเรื่องยาว แต่เป็นร้อยกรองที่กวีประพันธ์ขึ้นเพื่อสื่อความหมายสั้นๆหรือเป็นบทร้อยกรองที่คัดตัดตอนออกมาจากงานร้อยกรองที่เป็นเรื่องขนาดยาว หลักในการวิเคราะห์อาจแบ่งได้ดังนี้
             ๑.๑ ฉันทลักษณ์ การ ศึกษาฉันทลักษณ์อาจจะช่วยชี้แนะแนวทางของความต้องการของผู้เขียนหรือกวีได้ บ้างเนื่องจากจังหวะของฉันทลักษณ์ย่อมจะนำผู้อ่านให้เกิดความรู้สึกต่างๆได้เช่นเดียวกับเสียงดนตรี เช่น "โครงสี่สุภาพ" ผู้เขียนมักจะใช้เมื่อต้องการใช้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกสง่างาม ส่วน "กลอน" "กาพย์ยานี" ผู้เขียนมักใช้เมื่อต้องการให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกอ่อนหวาน เรียบง่าย เป็นต้น แต่ทั้งนี้ก็มิได้หมายความว่าฉันทลักษณ์เพียงอย่างเดียวจะสามารถแบ่งชัดอารมณ์ที่แท้จริงของบทร้อยกรองได้ เสมอไป
              ๑.๒ ความหมาย นับเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่เราต้องศึกษาให้ทราบแน่ชัดลงไปว่าบทร้อยกรองที่วิจารณ์นั้นกล่าวถึงเรื่องอะไร ในขั้นนี้ผู้วิจารณ์จะต้องศึกษาความหมายของคำในบทร้อยกรองให้ละเอียด เพื่อจะได้ตีความหมายของบบทร้อยกรองนั้น ๆ ได้ถูกต้องที่สุด
             ๑.๓ น้ำเสียง เป็นสื่อให้ผู้อ่านทราบถึงความคิดของผู้เขียนว่ามีความรู้สึกอย่างไรต่อสิ่งที่กล่าวถึง
            ๑.๔จุดมุ่งหมายของผู้เขียนเมื่อเราศึกษาบทร้อยกรองเพื่อวิจารณ์สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการศึกษาจุดมุ่งหมายของผู้เขียน ทั้งที่ผู้เขียนแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัด และทั้งที่เราวิเคราะห์ได้เองจากภาษา น้ำเสียง และลีลาของบทร้อยกรองนั้น สิ่งเหล่านี้จะช่วยชี้แนะให้เราทราบจุดมุ่งหมายของผู้เขียนได้ แม้ว่าผู้เขียนจะไม่ได้บอกออกมาตรงๆ
๒.งานเขียนที่เป็นเรื่องทั้งบทร้อยกรองและร้อยแก้วงานเขียนที่เป็นเรื่องหมายถึง งานเขียนที่ผูกเป็นเรื่อง มีตัวละคร ฉาก ไม่ว่างานนั้นจะเป็นร้อยแก้ว เช่นเรื่องสั้น นวนิยายร้อยกรองบทละครเมื่อวิจารณ์งานเขียนประเภทนี้ทั้งเรื่องก็จะมีหลักที่จะเป็นแนววิเคราะห์ได้ดังนี้ คือ
           ๒.๑โครงเรื่องคือการกำหนดการดำเนินเรื่องว่าเริ่มต้นอย่างไรดำเนินเรื่องให้ผู้อ่านเข้าใจ แล้วสนใจเรื่องได้อย่างไร ตลอดจนให้เรื่องนั้นสิ้นสุดลงในรูปแบบไหน ระยะแรกของงานเขียนเป็นส่วนของเรื่องที่นำผู้อ่านเข้าสู่จุดความสนใจสูงสุด ของเรื่อง ระยะที่สองเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของเรื่องคือส่วนที่เป็นจุดสนใจสูงสุดของเรื่องและระยะที่สาม คือระยะคลายความสนใจของเรื่องจนจบ ระยะที่สามนี้มีหลายรูปแบบคือ ระยะคลายความสนใจ อาจยืดเยื้อออกไปอีกเล็กน้อยหรืออาจจะจบลงอย่างทันทีถ้าจุดคลายความสนใจยืดเยื้อมากเกินไป จะทำให้ผู้อ่านไม่สนใจเรื่องอีกต่อไป จุดสนใจสูงสุดของเรื่องอาจมีได้หลายครั้ง ถ้าเป็นเรื่องยาวมาก ๆ เพราะบางเรื่องมีลักษณะเป็นเรื่องหลายตอนมาเขียนผูกกันให้เป็นเรื่องยาว โดยใช้ตัวละครชุดเดิม
            ๒.๒ฉากคือสถานที่ที่ผู้เขียนตัวละครดำเนินชีวิตผู้วิจารณ์จำเป็นต้องศึกษาว่ามีความเหมาะสมกับเนื้อเรื่องและกาลเวลาในเรื่องอย่างไร และมีส่วนให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่องได้เพียงใด
           ๒.๓ตัวละครเป็นสิ่งที่ช่วยให้เรื่องน่าสนใจมีชีวิตชีวาการวิเคราะห์ตัวละคร ต้องศึกษาว่าตัวละครแต่ละตัวมีบทบาทอย่างไรมีการพัฒนานิสัยเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อมหรือไม่ อย่างไร โดยศึกษาได้จากการกระทำของตัวละคร คำพูดของตัวละครที่สนทนากัน และปฏิกิริยาของตัวละครอื่นที่มีต่อตัวละครที่เราวิจารณ์ ถ้าเราศึกษาตัวละครไปอย่างละเอียด เราก็จะทราบได้ว่าตัวละครที่นักเขียนสร้างขึ้นมีความสมจริงและสอดคล้องกับเหตุการณ์ในท้องเรื่องอย่างไร
           ๒.๔เทคนิคการเขียนเป็นวิธีการที่ผู้เขียนใช้นำผู้อ่านเขข้าสู่เป้าหมายของเรื่องได้ นอกเหนือจากโครงเรื่อง ฉาก และตัวละคร เทคนิคใหม่ ๆ คือ
                   ๒.๔.๑บทสนทนาในงานเขียนที่เป็นเรื่องและมีตัวละครจำเป็นต้องมีบทสนทนาที่ตัวละครจะพูดโต้ตอบกัน คำพูดนั้นจะต้องเหมาะสมกับสมัยที่เรื่องนั้นเกิดขึ้นและต้องเหมาะสมกับฐานะและสภาพของบุคคลในท้องเรื่อง
                  ๒.๔.๒วิธีการบรรยายเรื่องวิธีการบรรยายเรื่องมีหลายวิธีวิธีหนึ่งคือผู้เขียนแสดงตนเป็นเหมือนพระเจ้า กำหนดและล่วงรู้ความรู้สึก ตลอดจนพฤติกรรมของตัวละคร แล้วถ่ายทอดให้ผู้อ่านทราบ อีกวิธีหนึ่งคือให้ผู้เขียนเข้าไปอยู่ในเรื่องและเป็นผู้เรื่องที่ผ่านมาสู่ผู้อ่านบางครั้งผู้บรรยายนี้อาจจะเป็นตัวละครเอกของเรื่อง หรือตัวละครที่มีบทบาทรองลงไป หรือเป็นตัวละคร ที่ไม่มีบทบาทในเรื่อง แต่เป็นบุคคลที่ เผอิญเข้ามามีส่วนรู้เห็นเหตุการณ์ จึงเขียนให้ผู้อ่านได้รับรู้เรื่องราวนั้นๆ อีกวิธีหนึ่งคือ ผู้เขียนจะไม่แสดงตนอย่างเด่นชัด แต่ผู้อ่านจะทราบ ความเป็นไปของเรื่องได้จากการสังเกตพฤติกรรมของตัวละคร วิธีการบรรยายเรื่องนี้มีส่วนเชิญชวนให้เรื่องน่าสนใจได้ ถ้าผู้เขียน ใช้ให้เหมือนเนื้อเรื่อง
              ๒.๔.๓อิทธิพลของเรื่องงานเขียนส่วนใหญ่มักได้รับอิทธิพลทางความคิดหรือกลวิธีการสร้างเรื่องจากประสบการณ์ชีวิต หรืออิทธิพลจาก เรื่องอื่นๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ สภาพแวดล้อมและสังคมที่นักเขียนมีชีวิตอยู่ เพราะงานเขียนทุกเรื่องก็คือ ส่วนหนึ่งของภาพสะท้อน ของสังคมในแต่ละยุคสมัย นอกจากจะศึกษาอิทธิพลที่งานเขียนนั้นรับมาแล้ว ถ้าเป็นไปได้ควรศึกษา อิทธิพลที่งานนั้นมีต่อ งานเขียนผู้อื่นและ ผู้อ่านด้วย ข้อที่น่าพิจารณาในทุกขั้นตอน คือ ความสมจริงของเรื่องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นโครงเรื่อง ตัวละคร ฉาก และเทคนิคการเขียนอื่นๆ สมจริงกับชีวิตอย่างไร เพียงใด ตลอดจนการศึกษาแง่คิดหรือทัศนคติของผู้เขียนเรื่องนั้นด้วย เพื่อจะได้ทำให้งานเขียนวิจารณ์สมบูรณ์ยิ่งขึ้น การวิจารณ์
ประโยชน์ของการวิเคราะห์สาร
             ๑.ด้านความรู้ทำให้เป็นผู้รอบรู้มีความคิดรอบคอบรู้จักพิจารณาเลือกตัดสินใจ เช่นการประกอบอาชีพการแก้ไข้ปัญหาต่างๆจะตัดสินใจได้รวดเร็วแม่นยำ
            ๒.ด้านสังคมช่วยให้การดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างสงบสุขรู้จักการช่วยเหลือดูแล ซึ่งกันและกันไม่เอารัดเอาเปรียบรู้จักการให้และตอบแทนสู่สังคมเช่นการดูแลสภาพแวดล้อมเกี่ยวกับน้ำ ต้นไม้,อากาศและแม่น้ำลำคลอง
            ๓.ด้านสุขภาพการเลือกใช้สินค้าอุปโภคบริโภคทุกชนิดเช่นปัจจัยหลักในการดำรงชีวิต หากไม่รู้จักการวิเคราะห์เพื่อเลือกใช้ให้เหมาะสมอาจเกิดอันตรายถึงชีวิตได้

           ๔.ด้านจิตใจรู้จักวิธีขจัดปัญหาที่เกิดขึ้นในจิตใจความกังวลต่างๆความเศร้าหมองความโศกเศร้าเสียใจ จะไม่เลือกวิธีที่ทำร้ายตนเองและผู้อื่นไม่รุ่นแรง